ประวัติความเป็นมาของพันธุ์ข้าว

HBT

ข้าวพื้นเมืองพันธุ์ หอมใบเตย หรือ ซีแปดห้า (C85) เป็นข้าวเจ้านาปีคุณภาพดีที่เมื่อหุงสุกแล้ว อ่อนนุ่ม และมีกลิ่นหอม นิยมปลูกในพื้นที่นาอาศัยน้ำฝนของจังหวัดนครสวรรค์ โดยเฉพาะในอำเภอไพศาลี อำเภอท่าตะโก และอำเภอใกล้เคียง สำหรับที่มาและชื่อของพันธุ์ข้าวนั้น เริ่มต้นจาก ในปี พ.ศ.2528 นายสมเดช อิ่มมาก นักวิชาการเกษตร 8 ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ในขณะนั้น (เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ในปี พ.ศ.2547) ได้นำข้าวพื้นเมืองพันธุ์นี้ ซึ่งใช้เป็นพันธุ์เปรียบเทียบในแปลงเปรียบเทียบผลผลิตข้าวนาน้ำฝนในนาราษฎร์ ที่จังหวัดกำแพงเพชร มาใช้เป็นพันธุ์แม่ในการผสมพันธุ์ข้าว โดยตั้งชื่อว่า Gampaeng 85 จำนวน 4 คู่ผสม ซึ่งต่อมาได้มีการขยายปริมาณเมล็ดและเพิ่มพื้นที่ปลูกโดยเกษตรกร และเรียกชื่อเปลี่ยนไปจากเดิมเริ่มจาก G85 จนกลายมาเป็น C85 ในที่สุด ภายหลังจากมีการปลูกข้าวพันธุ์ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการโรงสีในจังหวัดนครสวรรค์ได้เดินทางมารับซื้อข้าวพันธุ์นี้ แล้วนำมาส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ได้ปลูกเพื่อรับซื้อเมล็ดข้าวเปลือกคืน ก่อนนำไปจำหน่ายเป็นขาวสารบรรจุถุงต่อไป จากนั้นกลุ่มผู้ประกอบการโรงสีในอำเภอไพศาลี ที่ได้รับซื้อข้าวพันธุ์นี้มาจากเกษตรกรเช่นกันเห็นว่าข้าวพันธุ์นี้มีคุณภาพเมล็ดและการหุงต้มรับประทานดี อีกทั้งมีลักษณะเมล็ดใกล้เคียงกับ ข้าวพันธุ์ นางมล เอส-4 ที่ได้รับความนิยมอยู่ก่อนหน้านี้ จึงตกลงกันว่าจะทำการผลิตเป็นข้าวสารจำหน่ายโดยใช้ชื่อว่า หอมใบเตย เพื่อเป็นประโยชน์ทางการค้าเพราะทำให้ผู้บริโภคยอมรับและเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มของข้าวพื้นเมืองพันธุ์นี้ที่ปลูกกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี และได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้บริโภคในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียงมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นกับข้าวพันธุ์นี้เนื่องจากเกษตรกรไม่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีสำหรับปลูกเพราะด้วยการที่เป็นพันธุ์ข้าวในระดับท้องถิ่น เมล็ดพันธุ์ที่ใช้จึงเป็นการหมุนเวียนปลูกกันแบบต่อเนื่อง จนทำให้เกิดการปนของพันธุ์ คุณภาพข้าวเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และพื้นที่ปลูกจากเมื่อก่อนที่เคยมีมากจึงเริ่มลดลง ทำให้เกษตรกรแก้ไขปัญหาโดยการนำข้าวพันธุ์อื่น ๆ ที่ไม่เหมาะกับพื้นที่และไม่ตรงกับความต้องการบริโภคมาปลูกแทน นอกจากนี้ในส่วนของผู้ประกอบการที่ไม่สามารถหาซื้อข้าวพันธุ์ดังกล่าวได้ ก็ได้นำเอาข้าวพันธุ์อื่นที่มีความอ่อนใกล้เคียงกันแต่ไม่มีความหอมและคุณภาพต่ำกว่า มาบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายแทน แต่ก็ยังคงใช้ชื่อข้าวหอมใบเตยอยู่เช่นเดิม ทั้ง ๆ ที่เป็นพันธุ์ข้าวที่ต่างกัน

ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท จึงได้ดำเนินงานในกิจกรรมการรวบรวมและคัดเลือกข้าวนาน้ำฝนพื้นเมืองสายพันธุ์ดี ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวนาน้ำฝนภาคเหนือตอนล่าง โดยนำเมล็ดข้าวพันธุ์ดังกล่าวมาปลูกและคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์ ระหว่างปี พ.ศ.2548-2554 และให้รหัสสายพันธุ์ว่า CNTC05001ซึ่งมีการดำเนินงานตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปี จนได้ข้าวนาน้ำฝนพื้นเมืองสายพันธุ์บริสุทธิ์ที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์ พร้อมดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณข้าวคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร นำไปใช้แก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และการปนของเมล็ดข้าวจากการปลูกในสภาพธรรมชาติได้ ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2557 ได้ดำเนินงานภายใต้โครงการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของข้าวพื้นเมือง เพื่อส่งต่อเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้นำไปปลูกขยาย รวมถึงได้นำพันธุ์ข้าวพันธุ์นี้ไปขึ้นทะเบียนกับสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร โดยได้รับหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช ปี พ.ศ.2519 (ร.พ.2) เลขที่ 911/2559 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 และใช้ชื่อว่าพันธุ์ข้าว หอมใบเตย ตามที่ผู้ประกอบการได้ตั้งชื่อไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดนับเป็นการส่งต่องานวิจัยเพื่อไปสู่งานอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นเมืองที่มีคุณค่าเพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และโรงสีในท้องที่ได้ร่วมกันดูแลรักษาและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืนต่อไป



KJ CNT

ข้าวพื้นเมืองพันธุ์ ขาวเจ๊ก เป็นข้าวเจ้านาปีคุณภาพดีที่เมื่อหุงสุกแล้ว อ่อนนุ่ม และมีกลิ่นหอม นิยมปลูกในพื้นที่นาอาศัยน้ำฝนของจังหวัดชัยนาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอหันคา และในละแวกใกล้เคียง สำหรับที่มาและชื่อของพันธุ์ข้าวนั้น เริ่มต้นจาก ในปี พ.ศ.2481 นายเหนียม เอี้ยงปาน เกษตรกรในตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา ได้ไปขอปันพันธุ์ข้าวจากตาเจ๊ก (เกษตรกรในตัวอำเภอ บริเวณโรงพยาบาลหันคา ในปัจจุบัน) เพื่อนำมาปลูกในนาร่วมกับข้าวพันธุ์อื่นที่มีอยู่แล้วอาทิเช่น ขาวดอกมะลิ ขาวตาเป้ นางยวน เจ็ดรวง และขาวตามล เป็นต้น ซึ่งพบว่าเป็นข้าวที่มีอายุเบา ลักษณะทรงต้นดี ต้นใหญ่ เมล็ดสวย และเหมาะกับพื้นที่เพราะสามารถปลูกได้ทั้งนาที่ลุ่มและที่ดอนโดยผลผลิตไม่เสียหาย เมื่อนำมาหุงเป็นข้าวสุกแล้วขึ้นหม้อ อ่อนนุ่มกำลังพอดี และมีกลิ่นหอม จึงทำการปลูกขยายพื้นที่ และเริ่มลดพื้นที่ปลูกข้าวพันธุ์อื่นลงเรื่อย ๆ โดยเรียกชื่อข้าวพันธุ์นี้ในตอนแรกว่า ข้าวเบา ซึ่งต่อมาเมื่อให้ลูกไปนำข้าวพันธุ์นี้จากในยุ้งเพื่อมาปลูก พบว่ามีอยู่หลายครั้งที่หยิบกันมาไม่ถูกเพราะไม่ทราบลักษณะเมล็ด นายเหนียมจึงเรียกชื่อข้าวพันธุ์นี้ใหม่ว่า ข้าวเจ๊ก หรือ ข้าวของตาเจ๊ก เพื่อให้สะดวกและเข้าใจได้ง่ายขึ้น ต่อมาเมื่อลูกหลานแต่ละคนแยกตัวไปสร้างครอบครัวใหม่ นายเหนียมก็ได้ให้ข้าวพันธุ์นี้ติดตัวไปปลูกด้วย จึงทำให้พื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเรียกชื่อเปลี่ยนไปจากเดิมจาก ข้าวของตาเจ๊ก เป็น ข้าวตาเจ๊ก เป็น ขาวตาเจ๊ก จนกลายเป็น ขาวเจ๊ก ในที่สุด นับแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าวพันธุ์นี้จึงเป็นข้าวพื้นเมืองที่ปลูกกันอย่างต่อเนื่องยาวนานมาไม่น้อยกว่า 80 ปี โดยได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้บริโภคในพื้นที่อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท และพื้นที่ใกล้เคียงมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกข้าวพันธุ์ดังกล่าวเริ่มลดลงเรื่อย ๆ จากการสำรวจพื้นที่ปลูกในปี พ.ศ.2555 พบว่า ในอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท มีเหลืออยู่ประมาณ 1,000 ไร่ ซึ่งลดลงจากเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก สาเหตุเกิดจากการปนของพันธุ์จากเมล็ดข้าวแดง เมล็ดสั้น และข้าวพันธุ์อื่นในอัตราที่สูง เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ใช้มาจากการเก็บพันธุ์กันเองโดยไม่มีการคัดพันธุ์บริสุทธิ์ เกษตรกรที่ยังคงปลูกข้าวพันธุ์นี้อยู่ส่วนใหญ่จึงมักใช้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีคุณภาพ จนทำให้เกษตรกรหลายรายหันไปปลูกข้าวพันธุ์อื่นที่สามารถหาเมล็ดพันธุ์ได้ง่ายกว่าหรือเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ถึงแม้จะไม่เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกและตรงกับความต้องการคนในพื้นที่ก็ตาม

         ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท จึงได้ดำเนินงานในกิจกรรมการรวบรวมและคัดเลือกข้าวนาน้ำฝนพื้นเมืองสายพันธุ์ดี ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวนาน้ำฝนภาคเหนือตอนล่าง โดยนำเมล็ดข้าวพันธุ์ดังกล่าวมาปลูกและคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์ ระหว่างปี พ.. 2547-2554 และให้รหัสสายพันธุ์ว่า CNTC04001ซึ่งมีการดำเนินงานตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปี จนได้ข้าวนาน้ำฝนพื้นเมืองสายพันธุ์บริสุทธิ์ที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์ พร้อมดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณข้าวคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และการปนของเมล็ดข้าวจากการปลูกในสภาพธรรมชาติได้ ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2557 ได้ดำเนินการต่อเนื่องภายใต้โครงการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของข้าวพื้นเมือง เพื่อส่งต่อเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้นำไปปลูกขยาย รวมถึงได้นำพันธุ์ข้าวพันธุ์นี้ไปขึ้นทะเบียนกับสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร โดยได้รับหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช ปี พ.ศ.2519 (ร.พ.2) เลขที่ 908/2559 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 และใช้ชื่อว่าพันธุ์ข้าว ขาวเจ๊กชัยนาท โดยรวมชื่อจังหวัดต่อท้ายเข้าไปด้วย ทั้งนี้เพื่อป้องกันบุคคลทั่วไปเข้าใจสับสนและคิดว่าเป็นข้าวพันธุ์เดียวกับ เจ๊กเชยเสาไห้ ของจังหวัดสระบุรี ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดนับเป็นการส่งต่องานวิจัยไปสู่งานอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นเมืองที่มีคุณค่าเพื่อให้เกษตรกรในท้องที่ได้นำไปดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนต่อไป

พันธุกรรมข้าวพื้นเมือง

HBTt.Poster2t.PDF

แหล่งที่มาและประวัติ

ข้าวพันธุ์ “หอมใบเตย” เป็นข้าวเจ้านาปีที่ปลูกในสภาพพื้นที่นาอาศัยน้ำฝนของภาคเหนือตอนล่าง ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ และอุทัยธานี ต่อมา นายสมพงษ์ เฉยพันธ์ ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเกษตร 6 ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ในขณะนั้น (ปัจจุบัน เกษียณอายุราชการ ในตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน) ได้ดำเนินงานในกิจกรรมการรวบรวมและคัดเลือกข้าวนาน้ำฝนพื้นเมืองสายพันธุ์ดี ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวนาสวนนาน้ำฝนภาคเหนือตอนล่าง พบว่าข้าวพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ข้าวพันธุ์เดียวกับที่เกษตรกรเรียกกันจนติดปากว่า C85 มีลักษณะทางเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่นาอาศัยน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่าง คือ มีลำต้นที่ใหญ่ ต้นแข็ง ไม่ล้มง่าย ได้รับความนิยมจากทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ต่อมาจึงได้นำเมล็ดข้าวพันธุ์ดังกล่าวจากหลายๆ แหล่ง มาปลูกเพื่อเปรียบเทียบลักษณะ และคัดเลือกเป็นสายพันธุ์บริสุทธิ์ ระหว่างปี พ.ศ. 2548-2554 โดยให้รหัสสายพันธุ์ว่า CNTC05001 มีการดำเนินงานตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปี จนได้เป็นข้าวนาน้ำฝนพื้นเมืองสายพันธุ์บริสุทธิ์ ที่พร้อมดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อเพิ่มปริมาณให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร โดยสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาการปนของเมล็ดพันธุ์ในแปลงนา การขาดแคลนเมล็ดข้าวพันธุ์ดีที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์ และเป็นการใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมข้าวพื้นเมืองให้เกิดความคุ้มค่า สามารถนำมาเพิ่มรายได้ และแก้ปัญหาความเดือดร้อน รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวให้คงอยู่คู่กับท้องถิ่นต่อไป

ข้าวพันธุ์นี้เป็นข้าวเจ้าที่มีรสชาติอร่อย เมื่อหุงสุกแล้ว อ่อนนุ่มกำลังดี และมีกลิ่นหอม นิยมปลูกในพื้นที่นาอาศัยน้ำฝน โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่ม มีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุด 832 กิโลกรัมต่อไร่ เกษตรกรปลูกกันมาเป็นระยะเวลายาวนานไม่น้อยกว่า 30 ปี เรียกชื่อต่อๆ กันมาว่า C85 โดยในฤดูนาปี พ.ศ. 2554 มีพื้นที่ปลูกในจังหวัดนครสวรรค์ รวมกันทั้งสิ้น 25,789 ไร่ ซึ่งนอกจากจะปลูกเพื่อบริโภคกันในครัวเรือนแล้ว ยังมีการจำหน่ายภายในท้องถิ่นอีกด้วย จนต่อมาผู้ประกอบการโรงสีหลายราย ได้นำข้าวพันธุ์นี้ไปผลิตเพื่อการค้า และจัดจำหน่ายในท้องตลาด โดยใช้ชื่อว่า หอมใบเตย

ส่วนที่มาของคำว่า หอมใบเตย นั้น จากการสอบถามผู้ประกอบการโรงสีรายหนึ่งพบว่า เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว จากทางกลุ่มผู้ประกอบการโรงสีในอำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้รับซื้อข้าวพันธุ์นี้มาจากเกษตรกรแล้ว พบว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพในการหุงต้มรับประทานดี รสชาติอร่อย และมีลักษณะเมล็ดใกล้เคียงกับ พันธุ์นางมล เอส-4 ที่ได้รับความนิยมอยู่ก่อนหน้านี้ แต่ไม่ใช่ข้าวพันธุ์เดียวกันเพราะสามารถแยกความแตกต่างจากกันได้ จึงตกลงกันว่าจะทำการผลิตเป็นข้าวสารจำหน่ายในชื่อ ข้าวหอมใบเตย ทั้งนี้เพื่อป้องกันความสับสนหรือการนำเอาข้าวพันธุ์อื่นมาปนจนทำให้คุณภาพข้าวตกลงไป รวมทั้งเป็นการตั้งชื่อเพื่อให้ผู้บริโภคยอมรับ และเข้าใจได้ง่ายขึ้น ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ภายหลังทำการคัดเลือกและดำเนินการตามขั้นตอนปรับปรุงพันธุ์เรียบร้อยแล้ว จึงให้ชื่อข้าวพันธุ์นี้ว่า “หอมใบเตย” ตามที่ผู้ประกอบการจำหน่ายเป็นเมล็ดข้าวสารตั้งขึ้น แต่ทั้งนี้ให้เข้าใจตรงกันว่าเป็นข้าวพันธุ์เดียวกันกับ ข้าว C85 ที่เกษตรกรนิยมปลูกนั่นเอง

ลักษณะประจำพันธุ์ทางพฤษศาสตร์

“หอมใบเตย ” เป็นพืชล้มลุก วงศ์หญ้า เป็นข้าวเจ้านาสวนไวต่อช่วงแสง ออกดอกวันที่ 25 ตุลาคม ของทุกปี ผลผลิตเฉลี่ย 517 กิโลกรัมต่อไร่ ที่ความชื้น 14 เปอร์เซ็นต์ มีความสูงจากโคนต้นถึงปลายรวง166 เซนติเมตร ทรงกอมีลักษณะตั้งตรง ปล้องมีสีเขียว ลำต้นแข็ง และไม่ล้มง่าย ในส่วนของใบมีสีเขียว ไม่มีขน กาบใบมีสีเขียว เมื่อถึงระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยาจะค่อยๆ เปลี่ยนสี และกลายเป็นสีฟางในที่สุด สำหรับเมล็ดข้าว เมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยวจะมีเปลือกสีฟาง ขนาดเมล็ดค่อนข้างใหญ่ ในลักษณะเรียวและยาว ที่เปลือกเมล็ดไม่มีขน มีกลีบรองดอกสีขาว ขนาดเมล็ดข้าวเปลือกยาว 10.39 มิลลิเมตร กว้าง 2.91 มิลลิเมตร และหนา 2.13 มิลลิเมตร เมื่อนำเมล็ดข้าวเปลือกมาทำการกะเทาะจะได้เมล็ดข้าวกล้องที่มีสีขาว ขนาดเมล็ดข้าวกล้องยาว 8.09 มิลลิเมตร กว้าง 2.35 มิลลิเมตร หนา 1.87 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,000 เมล็ด เท่ากับ 33.7 กรัม และน้ำหนักข้าวเปลือกต่อถัง เท่ากับ 11.5 กิโลกรัม ส่วนปฏิกิริยาของพันธุ์ข้าวต่อเชื้อสาเหตุโรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง อยู่ในระดับค่อนข้างอ่อนแอ พื้นที่แนะนำ ได้แก่ พื้นที่นาอาศัยน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มที่เกิดปัญหาน้ำหลากในฤดูฝน

ลักษณะเด่นพิเศษของ “หอมใบเตย” คือ เป็นข้าวเจ้านาปีที่มีเปลือกเมล็ดสีฟางสวย มีลักษณะของต้นที่ค่อนข้างสูงใหญ่ ลำต้นแข็ง และไม่ล้มง่าย ทำให้สามารถทนต่อฤดูปลูกที่มีน้ำหลากในช่วงฝนตกชุกได้ดี นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นพันธุ์ข้าวที่ออกดอกช้ากว่าขาวดอกมะลิ 105 อยู่ประมาณ 10 วัน ทำให้มีโอกาสในการเจริญเติบโตทางลำต้นนานกว่า ให้ผลผลิตที่มากกว่า และใช้แรงงานในการเก็บเกี่ยวคนละช่วงกับขาวดอกมะลิ 105 และข้าวนาปีอายุเบาพันธุ์อื่นๆ ลักษณะเด่นอีกประการของ “หอมใบเตย” คือ เป็นข้าวที่มีคุณภาพเมล็ดดีมาก มีท้องไข่น้อย คุณภาพทางเคมี จัดเป็นข้าวที่มีปริมาณอมิโลสอยู่ในระดับต่ำ คือ 18.55 เปอร์เซ็นต์ ความคงตัวของแป้งสุกอยู่ในระดับอ่อน อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ การยืดตัวของเมล็ดข้าวสุกปกติ ข้าวเมื่อหุงสุกแล้ว อ่อนนุ่มกำลังดี มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย นอกจากนี้ จากการสอบถามจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และผู้ประกอบการโรงสี ก็พบว่า ข้าวพันธุ์นี้เป็นข้าวอ่อนนุ่มกำลังดี เมื่อหุงเป็นข้าวสุกแล้วไม่อ่อนจนเกินไป และไม่ต้องนำเอาข้าวขาวพันธุ์อื่นมาหุงผสม เมื่อรับประทานไม่หมดสามารถนำกลับมาอุ่นเพื่อรับประทานอีกครั้งได้ โดยที่ข้าวสุกยังคงความอ่อนนุ่ม และคงความหอมอยู่

 

KJ CNTt.Poster1t.PDF

แหล่งที่มาและประวัติ

  ข้าวพันธุ์ “ขาวเจ๊ก” เป็นข้าวเจ้านาปีที่ปลูกในสภาพพื้นที่นาอาศัยน้ำฝนของตำบลไพรนกยูง และตำบลเด่นใหญ่ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ต่อมา นายสมพงษ์ เฉยพันธ์ ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเกษตร 6 ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ในขณะนั้น (ปัจจุบัน เกษียณอายุราชการ ในตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน) ได้ดำเนินงานในกิจกรรมการรวบรวมและคัดเลือกข้าวนาน้ำฝนพื้นเมืองสายพันธุ์ดี ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวนาสวนนาน้ำฝนภาคเหนือตอนล่าง พบว่าข้าวพันธุ์นี้มีลักษณะดีหลายประการ รวมทั้งได้รับความนิยมจากเกษตรกรและผู้บริโภคเป็นอย่างมาก จึงนำเมล็ดข้าวพันธุ์ดังกล่าวมาปลูกและคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์ ระหว่างปี พ.ศ. 2547-2554 โดยให้รหัสสายพันธุ์ว่า CNTC04001 มีการดำเนินงานตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปี โดยทำการคัดเลือก เปรียบเทียบผลผลิต ทดสอบการตอบสนอง และปฏิกิริยาต่อศัตรูข้าวที่สำคัญต่างๆ จนได้เป็นข้าวนาน้ำฝนพื้นเมืองสายพันธุ์บริสุทธิ์ ที่พร้อมดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อเพิ่มปริมาณพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ตรงตามพันธุ์ ให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร โดยสามารถนำมาแก้ปัญหาในเรื่องการปนของเมล็ดจากการปลูกในสภาพธรรมชาติ และการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีสำหรับปลูก รวมถึงส่งต่องานอนุรักษ์พันธุกรรมของข้าวพื้นเมืองที่มีคุณค่าเหล่านี้ให้ชุมชนได้ดูแลรักษาร่วมกันต่อไป

ข้าวพันธุ์นี้เป็นข้าวเจ้า ที่มีคุณภาพเมล็ดดี เมล็ดค่อนข้างยาว เมื่อหุงสุกแล้ว รสชาติอร่อย อ่อนนุ่มกำลังดี และมีกลิ่นหอม นิยมปลูกในพื้นที่นาอาศัยน้ำฝน หรือในพื้นที่ลุ่ม มีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุด 838 กิโลกรัมต่อไร่ เรียกได้ทั้ง “ขาวเจ๊ก” และ “ขาวตาเจ๊ก” เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับความนิยมอย่างมากในโดยรอบพื้นที่ของ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ด้วยความที่เป็นข้าวพื้นเมืองคุณภาพและรสชาติดี ทำให้มีพื้นที่ปลูกค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับการที่คนทั่วไปยังไม่รู้จักข้าวพันธุ์นี้มากนัก โดยก่อนปี พ.ศ. 2555 พื้นที่ปลูกเฉพาะที่อำเภอหันคา มีอยู่ไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ ซึ่งยังไม่นับรวมในละแวกใกล้เคียงที่ยังไม่ได้ทำการสำรวจ ส่วนการที่ข้าวพันธุ์นี้ใช้ชื่อว่า ขาวเจ๊ก นั้น ก็เนื่องมาจากในอดีตมีคนไปพบข้าวพันธุ์นี้เข้าโดยบังเอิญ เห็นลักษณะต้นค่อนข้างดี มีเมล็ดใหญ่ และที่สำคัญเปลือกเมล็ดมีสีฟางอ่อนสวย จึงถามถึงที่มาของพันธุ์ว่าได้มาอย่างไร เกษตรกรหลายรายก็ตอบเหมือนกันว่าได้พันธุ์มาจากตาเจ๊ก ซึ่งต่อมาก็นำพันธุ์ข้าวพันธุ์นี้ไปปลูกขยายเพิ่มพื้นที่ขึ้นเรื่อยๆ บอกต่อกันมาว่าเป็นพันธุ์ข้าวขาวของตาเจ๊ก เรียกกันว่า ขาวตาเจ๊ก จนกลายเป็น ขาวเจ๊ก ในที่สุด

ลักษณะประจำพันธุ์ทางพฤษศาสตร์

“ขาวเจ๊ก” เป็นพืชล้มลุก วงศ์หญ้า เป็นข้าวเจ้านาสวนไวต่อช่วงแสง ออกดอกวันที่ 18 ตุลาคม ของทุกปี ผลผลิตเฉลี่ย 528 กิโลกรัมต่อไร่ ที่ความชื้น 14 เปอร์เซ็นต์ มีความสูงจากโคนต้นถึงปลายรวง168 เซนติเมตร ทรงกอมีลักษณะตั้งตรง ปล้องมีสีเขียว ลำต้นแข็ง และไม่ล้มง่าย ในส่วนของใบมีสีเขียว ไม่มีขน กาบใบมีสีเขียว เมื่อถึงระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยาจะค่อยๆ เปลี่ยนสี และกลายเป็นสีฟางในที่สุด สำหรับเมล็ดข้าว เมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยวจะมีเปลือกสีฟาง ขนาดเมล็ดค่อนข้างใหญ่ ในลักษณะเรียวและยาว ที่เปลือกเมล็ดไม่มีขน มีกลีบรองดอกสีขาว ขนาดเมล็ดข้าวเปลือกยาว 10.35 มิลลิเมตร กว้าง 2.88 มิลลิเมตร หนา 2.20 มิลลิเมตร เมื่อนำเมล็ดข้าวเปลือกมาทำการกะเทาะจะได้เมล็ดข้าวกล้องที่มีสีขาว ขนาดเมล็ดข้าวกล้องยาว 8.09 มิลลิเมตร กว้าง 2.35 มิลลิเมตร หนา 1.87 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,000 เมล็ด เท่ากับ 36.2 กรัม และน้ำหนักข้าวเปลือกต่อถัง เท่ากับ 10.35 กิโลกรัม ส่วนปฏิกิริยาของพันธุ์ข้าวต่อเชื้อสาเหตุโรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง อยู่ในระดับค่อนข้างอ่อนแอ พื้นที่แนะนำ ได้แก่ พื้นที่นาอาศัยน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มที่เกิดปัญหาน้ำหลากในฤดูฝน

ลักษณะเด่นพิเศษของ “ขาวเจ๊ก” คือ เป็นข้าวเจ้านาปีที่มีเมล็ดค่อนข้างยาว ใหญ่ และอ้วน ที่สำคัญสีของเปลือกเมล็ดเป็นสีฟางอ่อนค่อนข้างสวย ซึ่งเป็นลักษณะเป็นที่นิยมของเกษตรกร รวมทั้งลักษณะของต้นที่สูง ลำต้นแข็ง และไม่ล้มง่าย ทำให้สามารถทนต่อน้ำหลากฤดูนาปีในช่วงที่มีฝนตกชุกได้ดี และได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ “ขาวเจ๊ก” ยังเป็นข้าวที่มีรสชาติอร่อย มีท้องไข่น้อย โดยคุณภาพทางเคมี จัดเป็นข้าวอมิโลสต่ำ คือ 18.16 เปอร์เซ็นต์ ความคงตัวของแป้งสุกอยู่ในระดับอ่อน อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ การยืดตัวของเมล็ดข้าวสุก 1.93 เท่า ข้าวเมื่อหุงสุกแล้ว อ่อนนุ่มกำลังดี และมีกลิ่นหอม จากการสอบถามจากเกษตรกรผู้ปลูก พบว่า ข้าวพันธุ์นี้เมื่อรับประทานแล้วจะอยู่ท้องและมีแรงทำงานมากกว่า ขาวดอกมะลิ 105 และที่สำคัญในการหุงใช้ปริมาณข้าวน้อยกว่า เพราะเมื่อข้าวหุงสุกแล้วจะขึ้นหม้อ หรือได้ปริมาณข้าวสุกมากกว่า ซึ่งทำให้เพียงพอต่อการบริโภคกันภายในครอบครัว